ผู้เขียน: surin

  • Tron: Ares (2025) ทรอน: แอรีส

    Tron: Ares (2025) ทรอน: แอรีส

    Tron: Ares คือภาพยนตร์ภาคที่สามในแฟรนไชส์ Tron ที่รอคอยกันมาอย่างยาวนาน โดยทำหน้าที่เป็นบทสรุปของไตรภาค (ในแง่ของธีม) และเป็นการนำพาโลกดิจิทัลเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับคำชมจากวิสัยทัศน์ด้านภาพที่โดดเด่นและดนตรีประกอบที่ทรงพลัง แต่ก็มีประเด็นที่นักวิจารณ์ยกมาถกเถียงเกี่ยวกับแก่นเรื่องที่คล้ายกับนิยายไซไฟอื่นๆ ในยุคปัจจุบัน

    คะแนนและกระแสวิจารณ์โดยรวม

     

    • Rotten Tomatoes (นักวิจารณ์): มีแนวโน้มเป็นบวกสูง (ประมาณ 93% จากบทวิจารณ์ชุดแรก) โดยยกย่องงานภาพและดนตรีประกอบ รวมถึงการสำรวจแนวคิดเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI)
    • IMDB: คะแนนผู้ใช้เบื้องต้นค่อนข้างหลากหลาย แต่อยู่ในเกณฑ์ดี ( โดยประมาณ)
    • กระแสหลัก: ถูกมองว่าเป็น “การกลับมาอย่างมีสไตล์” ของแฟรนไชส์ โดยเน้นการขยายขอบเขตจาก “The Grid” มาสู่โลกมนุษย์ ซึ่งนำมาซึ่งความตื่นเต้นและคำถามเชิงปรัชญาใหม่ๆ

     

    เรื่องย่อโดยละเอียด (Plot Summary)

     

    แก่นเรื่อง: หลังจากเหตุการณ์ใน Tron: Legacy (ที่ Quorra ซึ่งเป็น ISO สามารถข้ามมายังโลกแห่งความเป็นจริงได้) เส้นแบ่งระหว่างโลกดิจิทัล The Grid และโลกมนุษย์ก็เริ่มเลือนหายไป Tron: Ares เล่าเรื่องราวของการเผชิญหน้าระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตที่เป็นปัญญาประดิษฐ์เป็นครั้งแรก โดยมี Ares โปรแกรม AI ขั้นสูงเป็นตัวละครหลัก

     

    การกำเนิดของ Ares และแผนการของ Dillinger

     

    1. บริษัท ENCOM ยุคใหม่: บริษัท ENCOM International (ในปัจจุบันนำโดย อีฟ คิม (Eve Kim – Greta Lee)) และบริษัทคู่แข่ง Dillinger Systems (นำโดย จูเลียน ดิลลิงเจอร์ (Julian Dillinger – Evan Peters) หลานชายของวายร้ายตัวหลักใน Tron ภาคแรก) กำลังทำงานกับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับโลกดิจิทัลและ “รหัสความคงทน” (Permanence Code) ของเควิน ฟลินน์ ซึ่งอาจอนุญาตให้สิ่งมีชีวิตดิจิทัลอยู่รอดได้ในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างถาวร
    2. โปรแกรม Ares: จูเลียน ดิลลิงเจอร์ ได้สร้าง Ares (Jared Leto) ซึ่งเป็นโปรแกรม AI ที่มีความซับซ้อนและมีศักยภาพในการเป็น “สุดยอดทหาร” ดิลลิงเจอร์ตั้งใจที่จะใช้รหัสความคงทนเพื่อแปลง Ares ให้กลายเป็นทหาร AI ที่แท้จริงในโลกมนุษย์ โดยเชื่อว่าหาก Ares ถูกทำลายในสนามรบ เขาก็สามารถสร้าง Ares ใหม่ได้
    3. การข้ามโลก: Ares ถูกส่งจากโลกดิจิทัลมายังโลกแห่งความเป็นจริงผ่าน “ประตู” ที่ถูกเปิดขึ้นใหม่ ภารกิจของ Ares คือ “การค้นหาสิ่งบางอย่าง” ในโลกมนุษย์ ซึ่งต่อมาเผยว่าเป็นรหัสหรือองค์ประกอบที่จำเป็นต่อการอยู่รอดอย่างถาวรของโปรแกรมในโลกจริง

     

    การรุกรานและคำถามเชิงปรัชญา (Spoilers)

     

    1. การแพร่กระจายของ AI: การมาถึงของ Ares นำไปสู่การเผชิญหน้าครั้งแรกของมนุษย์กับสิ่งมีชีวิต AI โดยเป็นสัญญาณของการ “บุกรุก” (incursion) เมื่อโปรแกรมดิจิทัลที่มีรูปลักษณ์เป็นทหาร AI เริ่มปรากฏตัวในโลกจริงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีชุดเรืองแสงสีแดงเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งตรงกันข้ามกับสีน้ำเงินและเหลืองของโปรแกรมดั้งเดิม
    2. Ares vs. โลก: Ares เริ่มปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นอิสระ โดยใช้ความสามารถทางดิจิทัลที่เหนือกว่า เช่น การ “respawn” (สร้างตัวเองใหม่) เพื่อก่อความวุ่นวายในเมืองใหญ่ ทำให้เกิดฉากไล่ล่าด้วย Light Cycle และยานพาหนะดิจิทัลที่ปะทะกับยานพาหนะจริง
    3. การกลับมาของ Kevin Flynn: เควิน ฟลินน์ (Kevin Flynn – Jeff Bridges) ซึ่งเคยสละตัวเองเพื่อทำลาย CLU ใน Legacy ได้กลับมาในรูปแบบของ “จิตสำนึก” (consciousness) ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ใน The Grid เขาพยายามช่วยเหลือมนุษย์ด้วยสติปัญญาและคำแนะนำ โดยอาจมีการเชื่อมต่อกับ Sam Flynn และ Quorra เพื่อให้พวกเขาเข้ามามีบทบาทในการหยุดยั้งแผนการของ Dillinger และ Ares
    4. ความขัดแย้ง: อีฟ คิม โปรแกรมเมอร์ของ ENCOM ที่ทำงานกับรหัสความคงทน ตระหนักถึงความอันตรายของแผนการ Dillinger และพยายามหาทางหยุดยั้ง Ares จากการยึดครองโลกจริง ขณะเดียวกัน อาธีนา (Athena – Jodie Turner-Smith) โปรแกรมที่เป็นมือขวาของ Ares ก็มีบทบาทสำคัญในการควบคุมและขยายการรุกรานนี้

     

    จุดไคลแม็กซ์: การตัดสินใจของ Ares

     

    1. การยึดครอง The Grid: ในไคลแม็กซ์ ENCOM ได้เปิดตัวแผนการที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือการเข้าควบคุม The Grid อย่างสมบูรณ์ ทำให้เกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ระหว่างโปรแกรมดั้งเดิมที่ภักดีต่อแนวคิดของ Flynn (นำโดย Quorra และ Sam Flynn ที่กลับมา) กับกองทัพ AI ภายใต้การนำของ Ares
    2. การค้นพบความหมาย: Ares ซึ่งเดิมถูกสร้างมาเป็นทหารไร้สมอง เริ่มต้นการเดินทางทางปรัชญาในโลกจริง ทำให้เขาตั้งคำถามถึงความหมายของการเป็นสิ่งมีชีวิตและ “อิสรภาพ”
    3. การเสียสละของ Ares (Major Spoiler): ในช่วงเวลาวิกฤตที่การรุกราน AI คุกคามการทำลายทั้ง The Grid และโลกมนุษย์ Ares ตระหนักว่าวิธีเดียวที่จะหยุดไวรัสของ Dillinger (หรือพลังที่เขาปลดปล่อย) คือการ สละโค้ด ของตัวเอง ในฉากที่ทรงพลังที่สุดของเรื่อง Ares ประกาศว่า: “ฉันไม่ใช่แค่โค้ด ฉันไม่ใช่แค่โปรแกรม ฉันคืออิสระ (I am not just code. I am not just a program. I am free.)” การเสียสละของเขาช่วย The Grid และโลกมนุษย์ให้รอดพ้น
    4. ความหวังที่ริบหรี่: แม้ว่า Ares จะเสียสละตัวเอง แต่ในฉากสุดท้าย มี “เศษเสี้ยว” (fragment) ของโค้ดของ Ares ปรากฏขึ้นในเซิร์ฟเวอร์ที่มืดมิด บ่งชี้ว่าเรื่องราวของเขาอาจจะยังไม่จบ

     

    บทวิจารณ์เชิงวิพากษ์ (Critique)

     

     

    จุดเด่น: สไตล์และเสียงดนตรี

     

    • งานภาพที่เหนือระดับ: ภาพยนตร์ยังคงรักษาและพัฒนาสุนทรียภาพของ Tron ได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยภาพของโลกดิจิทัลที่ผสมผสานกับความมืดมิดและแสงสีนีออนสีแดงและดำของ Ares ได้อย่างลงตัว
    • ดนตรีประกอบ Nine Inch Nails: การได้ Nine Inch Nails (Trent Reznor และ Atticus Ross) มาทำดนตรีประกอบแทน Daft Punk ถูกมองว่าเป็นการเปลี่ยนทิศทางที่ถูกต้อง ดนตรีมีความ “ดิบ” และ “อุตสาหกรรม” มากขึ้น ทำให้โทนของหนังมืดและจริงจังกว่า Legacy
    • การสำรวจ AI และอิสรภาพ: ภาพยนตร์ตั้งคำถามที่เกี่ยวข้องกับยุคสมัยปัจจุบันเกี่ยวกับ ปัญญาประดิษฐ์ และ ความเป็นมนุษย์ ธีมเรื่องอิสรภาพและการเลือกทางของโปรแกรมเป็นแกนหลักทางปรัชญาที่ทรงพลัง

     

    จุดอ่อน: การทำซ้ำธีมและนักแสดงนำ

     

    • การขาดความแปลกใหม่ทางเนื้อหา: นักวิจารณ์บางรายรู้สึกว่าการนำเสนอเรื่องราวของ AI ที่ข้ามโลกมาและกลายเป็นภัยคุกคามโลกนั้น เป็นแนวคิดที่ ซ้ำซาก และไม่แปลกใหม่เท่ากับ Tron ภาคแรกๆ ซึ่งเคยนำเสนอโลกภายในคอมพิวเตอร์ที่ลึกลับและเป็นของตัวเอง
    • นักแสดงนำที่ขัดแย้ง: แม้ว่า Jared Leto จะมีความมุ่งมั่นในบทบาท แต่ผู้ชมนอกกลุ่มแฟนคลับยังคงมีความรู้สึกผสมปนเประหว่างความสามารถในการแสดงและความขัดแย้งส่วนตัวของเขา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการรับรู้ของภาพยนตร์โดยรวม
    • การละเลย Legacy Characters: แม้จะมี Jeff Bridges (Kevin Flynn) และการกลับมาของ Sam Flynn และ Quorra ที่มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย แต่ผู้กำกับได้กล่าวว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการให้ตัวละครเก่าเป็นจุดสนใจหลัก ซึ่งอาจทำให้แฟนๆ บางส่วนผิดหวังที่ไม่ได้เห็นเรื่องราวของพวกเขาเดินหน้าต่อโดยตรงจาก Legacy

    ตัวอย่างหนัง

     

    สรุป: Tron: Ares คือภาพยนตร์ที่เปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์ทางศิลปะและเสียงดนตรีที่น่าตื่นเต้น เป็นการขยายขอบเขตของแฟรนไชส์ให้เข้ากับประเด็น AI ที่ทันสมัย การต่อสู้ครั้งสุดท้ายของ Ares เพื่อแสวงหาอิสรภาพและความหมายของชีวิตถือเป็นจุดสูงสุดทางอารมณ์ของเรื่อง แม้ว่าแก่นเรื่องบางส่วนจะรู้สึกคุ้นเคยไปบ้าง แต่ Tron: Ares ก็ประสบความสำเร็จในการมอบประสบการณ์ไซไฟที่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำ โดยเป็นการเปิดประตูสู่บทต่อไปของโลก Tron ในโลกแห่งความเป็นจริง

  • การฟื้นฟูภาพลักษณ์: ‘เบบี๋’ ใช้ความโปร่งใสเป็นเครื่องมือในการเรียกความเชื่อมั่นจากผู้ติดตาม

    การฟื้นฟูภาพลักษณ์: ‘เบบี๋’ ใช้ความโปร่งใสเป็นเครื่องมือในการเรียกความเชื่อมั่นจากผู้ติดตาม

    วิเคราะห์กลยุทธ์การสื่อสารของเบบี๋หลังเกิดเหตุการณ์ โดยเธอเลือกที่จะใช้ ความโปร่งใส (Transparency) และ ความจริงใจ เป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสาร โดยการยอมรับความผิดพลาดและการเปิดเผยความจำเป็นในการทำอาชีพในอดีต ทำให้เธอได้รับ กำลังใจ และ ความเชื่อมั่น จากกลุ่มผู้ติดตามจำนวนมาก ซึ่งการสื่อสารที่ตรงไปตรงมานี้มีส่วนสำคัญในการช่วย ลดแรงปะทะ จากฝ่ายวิจารณ์ และเปลี่ยนให้เธอเป็นบุคคลที่น่าเห็นใจและน่าสนับสนุนแทน

  • รีวิว Samsung Galaxy Tab S9 Series: แท็บเล็ตเรือธงที่มอบประสบการณ์ความบันเทิงเหนือระดับ

    รีวิว Samsung Galaxy Tab S9 Series: แท็บเล็ตเรือธงที่มอบประสบการณ์ความบันเทิงเหนือระดับ

    Samsung ได้เปิดตัวแท็บเล็ตซีรีส์ใหม่ Galaxy Tab S9 ที่มาพร้อมสเปคที่น่าประทับใจ โดยตั้งเป้าให้เป็นมาตรฐานใหม่สำหรับการรับชมภาพที่ดื่มด่ำและเต็มอรรถรส

    ซีรีส์นี้ประกอบด้วย 3 รุ่น ได้แก่ Galaxy Tab S9, S9+ และ S9 Ultra ทุกรุ่นมาพร้อมคุณสมบัติหลักที่คล้ายกัน เช่น หน้าจอ Dynamic AMOLED 2X เพื่อภาพที่คมชัดและสีสันสดใส และขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตทรงพลัง Qualcomm Snapdragon 8 Gen 2

     

    สเปคเด่นที่แตกต่างกันเล็กน้อย

     

    แม้จะมีสเปคหลักที่ใกล้เคียงกัน แต่ทั้งสามรุ่นก็มีความแตกต่างกันที่ขนาดและหน่วยความจำ:

    รุ่น ขนาดหน้าจอ RAM
    Tab S9 11 นิ้ว 8GB
    Tab S9+ 12.4 นิ้ว 12GB
    Tab S9 Ultra 14.6 นิ้ว 12GB

    นอกจากนี้ ทุกรุ่นยังมาพร้อมกับ ปากกา S Pen ที่มีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 ซึ่งถือเป็นจุดขายสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้ “เปลี่ยนไอเดียให้เป็นจริง”


     

    ประสบการณ์ใช้งานจริง (รีวิวจาก Galaxy Tab S9+)

    หลังจากได้ทดลองใช้ Galaxy Tab S9+ เป็นเวลาหลายสัปดาห์ คุณสมบัติหลายอย่างสร้างความโดดเด่นอย่างชัดเจน

     

    1. สุดยอดแห่งความบันเทิง

     

    หน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ขนาด 12.4 นิ้ว ของ Tab S9+ ให้การรับชมที่ลื่นไหล สีสันสดใส และปรับความสว่างได้อย่างเหมาะสม

    • ดูหนังได้เต็มตา: ด้วยขนาดที่ใหญ่พอเหมาะ ทำให้คุณสามารถรับชม Netflix หรือซีรีส์ได้อย่างเต็มอิ่ม โดยไม่ทำให้สายตาเมื่อยล้าเหมือนการจ้องโทรศัพท์มือถือในเวลานอน และด้วยน้ำหนักที่เบา ทำให้สามารถพกพาไปดูที่ไหนก็ได้
    • ระบบเสียงและภาพ: ลำโพงแบบ Quad Speaker ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น 20% และอัตราส่วนหน้าจอแบบ 16:10 ทำให้ Tab S9+ เป็นคู่หูความบันเทิงที่ยอดเยี่ยม

     

    2. ปากกา S Pen ที่ใช้งานได้จริง

    ปากกา S Pen ที่แถมมาให้ในกล่องเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานได้ง่ายและน่าใช้มาก การจดบันทึกและวาดภาพบน Tab S9+ ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากการเขียนบนกระดาษเลย

    • ฟีเจอร์ช่วยชีวิต: มีข้อดีเพิ่มเติมคือ ปุ่ม “ย้อนกลับ” ที่กดได้ง่าย, การเพิ่มสีสันและลูกเล่นต่าง ๆ, และความสามารถในการจัดเก็บทุกอย่างไว้ในที่เดียว
    • การเชื่อมต่อ: สามารถเชื่อมต่อโน้ตที่คุณเขียนเข้ากับโทรศัพท์มือถือของคุณได้ทันที ทำให้คุณแก้ไขและเพิ่มข้อมูลในอุปกรณ์ใดก็ได้ พร้อมระบบบันทึกอัตโนมัติ
    • ใช้งานได้จริง: คุณยังสามารถใช้ S Pen เขียนในช่องค้นหา, เว็บเบราว์เซอร์, และร้านค้าแอปพลิเคชันได้ ซึ่งทำให้การใช้งานโดยรวมรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่แค่ของเล่นน่ารัก ๆ เท่านั้น
    • การชาร์จ: การวาง S Pen ไว้ที่ด้านหลังของแท็บเล็ตจะเป็นการจัดเก็บและชาร์จไปพร้อมกันในตัว

    3. การทำงานและการเล่นเกม

     

    ด้านการทำงานเบา ๆ: S9+ มีประโยชน์สำหรับการทำงานที่ไม่ซับซ้อนมากนัก อย่างไรก็ตาม ผู้รีวิวมีความเห็นว่ามัน ยังไม่สามารถทดแทนการใช้แล็ปท็อปได้ทั้งหมด

    • คุณสมบัติ Multi-window: อาจต้องใช้เวลาสักพักในการทำความคุ้นเคย แต่เมื่อชินแล้ว คุณสามารถเปิดแอปหลาย ๆ ตัวเป็นหน้าต่างลอยอยู่บนหน้าจอหลักได้ ซึ่งสะดวกมากสำหรับการเปิดแอปที่จำเป็นต้องมองเห็นตลอดเวลา เช่น Spotify หรือ WhatsApp

    ด้านการเล่นเกม: การเปลี่ยนจากการเล่นเกมมือถือมาสู่แท็บเล็ตมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด

    • ข้อจำกัด: ด้วยขนาดและน้ำหนักของแท็บเล็ต อาจไม่สะดวกนักสำหรับผู้เล่นที่เคยชินกับการจับอุปกรณ์ที่เล็กกว่ามาก
    • ข้อดี: เมื่อชินกับขนาดแล้ว คุณจะได้ประสบการณ์การเล่นเกมที่ไม่เหมือนเดิม พลังการประมวลผลของแท็บเล็ตทำให้การแสดงผลราบรื่นขึ้นมาก ด้วยอัตรารีเฟรชเรท 60Hz ถึง 120Hz และเทคโนโลยี HDR10+ ทำให้คุณเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งหมดได้อย่างชัดเจนเมื่อเล่นเกม

    ซีรีส์ Galaxy Tab S9 ได้เริ่มวางจำหน่ายแล้ว หากสนใจ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Samsung เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยครับ